Categories
Uncategorized

แนะนำ 3 เกมสล็อต ที่ขึ้นชื่อที่สุดของ joker gaming

เมื่อพูดถึงเว็บไซต์ joker gaming แล้วแน่นอนว่า เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์การพนันออนไลน์ที่มีความโดดเด่น ในเรื่องของเกมสล็อต, เกมยิงปลา และเกมคาสิโนเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับในวันนี้เราจะมาพูดถึงเกมสล็อตออนไลน์กัน เกมสล็อตออนไลน์เป็นเกมที่สร้างเงินกำไรให้คุณได้จริง ทั้งเงินจำนวนเพียงเล็กน้อยและเงินจำนวนก้อนใหญ่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงินทุนและแนวทางการเล่นของนักพนันแต่ละคน เว็บไซต์แห่งนี้มีให้คุณเลือกเล่นมากมายมากกว่า 100 เกมขึ้นไป สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้ทำความรู้จักกับสามเกมสล็อตที่เล่นง่ายสนุกภาพสวย อีกทั้งยังมีรางวัลใหญ่แจกแตกง่ายหน้าอีกด้วย ซึ่งจะเป็นเกมอะไรนั้นเราลองมาชมกันเลย กับ joker gaming

1. เกม Dragon of the Eastern Sea จาก joker gaming

1. เกม Dragon of the Eastern Sea จาก joker gaming
เกมนี้มีกราฟิกที่งดงามทำให้คุณได้พบอัญมณีหลากสี ภายในเกมสล็อตธีมสัตว์น้ำ ซึ่งประกอบด้วยวงล้อ 5 วงในแต่ละวงมีสัญลักษณ์ 4 สัญลักษณ์และมี 1,024 วิธีในการเอาชนะ มีรางวัลแจ็คพอต 4 รางวัลเฉกเช่นเดียวกับเงินรางวัลพิเศษ Gold Reels Stacked Wild Multipliers ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างรอบฟรีสปินอีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Gamble อีกด้วย ดังนั้นคุณสามารถเพิ่มรางวัลเป็น 2 เท่าในทุก ๆ การหมุนที่ชนะ
สำหรับแฟนสล็อตที่มีความกระตือรือร้นในการเพิ่มรอบโบนัสและคุณสมบัติพิเศษ คือสิ่งที่ทำให้เกมนี้ยอดเยี่ยม มาพร้อมกับคุณสมบัติ Gamble ผ่านปุ่มการตั้งค่าซึ่งอยู่ที่บริเวณมุมล่างซ้ายของหน้าจอ หลังจากการหมุนที่ชนะทุกครั้งคุณมีตัวเลือกในการคาดเดาสีของการ์ดที่เล่นไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการชนะเป็น 2 เท่าหรือชวนเงินรางวัลไป

2. The Wild Protectors

2. The Wild Protectors
เกมสล็อตธีมจีนโดยอ้างอิงจากตัวละครจากไซอิ๋วนวนิยายชื่อดัง ประกอบด้วยสัญลักษณ์พระถังซัมจั๋ง มาพร้อมบรรดาลูกศิษย์ทั้ง 3 คือ ซุนหงอคง, ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง เกมนี้มีกราฟฟิกที่อลังการงานสร้างมีรูปแบบการเล่นแบบ 5 ช่อง 3 แถวมาพร้อมกับช่องจ่ายเงิน 25 เพย์ไลน์มีฟีเจอร์ Jackpot สัญลักษณ์ Wild ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างเงินกำไรให้คุณ มีรางวัลJackpot Feature ซึ่งเป็นการสุ่มแจกรางวัลให้กับนักพนัน มีสัญลักษณ์ให้เลือก 3 ระดับด้วย ได้แก่… MINOR, MAJOR และ GRAND โดยแต่ละระดับจะมีทั้งรางวัลเล็กและใหญ่ อีกทั้งยังมีสัญลักษณ์ Wild ซึ่งเป็นตัวช่วยพิเศษสำหรับคุณ ซึ่งสามารถแทนได้ทุกสัญลักษณ์ สำหรับในเกมนี้คือซุนหงอคง

3. WILD FAIRIES

3. WILD FAIRIES
เกมนี้ส่งตรงมาจากค่าย slotxo ที่มีคุณภาพ มีความตื่นเต้นในการสร้างกำไรสุด ๆ คุณจะได้ลุ้นโบนัสเด็ด ๆ อีกมากมาย ขอเชิญเข้ามาสัมผัสพลังแห่งความยิ่งใหญ่ใน Wild Fairies วิดีโอสล็อตแบบรีล 3 × 5 มาพร้อมช่องจ่ายเงินถึง 25 ช่อง มาพร้อมสัญลักษณ์นางฟ้าแห่งเพลิง, น้ำ และพลังแห่งธรรมชาตินานานัปการ จะปรากฏอยู่บนวงล้อทั้งหมด จัดเป็นเกมสล็อตแฟนตาซีที่ประกอบด้วย 5 รีลเล่นแบบง่าย ๆ มีรางวัลแจ็คพอตทางด้านสัญลักษณ์ก็สามารถเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ไวด์เพื่อทำให้คุณมีโอกาสชนะมากขึ้น ซึ่งจะมีการเปิดใช้งานคุณสมบัติฟรีสปินมาพร้อมสัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ โดยคุณสามารถเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์เสริมเพื่อเพิ่มหนทางสู่ชัยชนะของคุณจากการหมุนเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้เมื่อคุณได้รับ 3, 4 หรือ 5 สัญลักษณ์โดยเริ่มจากขวาไปซ้ายบนวงล้อที่อยู่ติดกัน การทำงานของแจ๊คพอตจะสำแดงเดช จะได้รับการวางเดิมพันสูงสุดถึง 1,250 เท่าของเงินเดิมพันทั้งหมดเต็ม ๆ ไปเลย
สรุป สำหรับเกมสล็อต 3 เกมที่เรานำมาแนะนำกันนี้ เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในเกมที่น่าสนใจของเว็บไซต์ joker gaming เท่านั้น สำหรับความน่าสนใจของเว็บไซต์แห่งนี้นอกจากจะมีความโดดเด่นในเรื่องของเกมสล็อตให้เลือกหลากหลายแล้ว ก็ยังมีเกมยิงปลา, เกมคาสิโน, บาคาร่า, เสือ-มังกร และอื่น ๆ ให้คุณเลือกเล่นอีกมากมาย สำหรับเกมสล็อตก่อนเล่นอย่าลืมเข้าไปอ่านกฎกติกาของเกมให้เข้าใจเสียก่อนหลังจากนั้นจึงค่อยเล่น อย่าเล่นโดยที่ยังไม่ได้กดอ่านก่อนเพราะว่าคุณอาจจะเสียงเงินทุนไปในระยะเวลาอันสั้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณทำความเข้าใจกับเกมและบริหารเงินทุนไปพร้อม ๆ กันด้วยก็จะทำให้การเล่นเกมของคุณนั้นมีคุณภาพมากที่สุด

บทควาามอื่นๆ

Categories
Uncategorized

BET911 ทางเข้า เว็บพนัน สุดเจ๋งที่รวมการพนันไว้มากมาย

หากจะพูดถึง เว็บพนัน ล่ะก็ ในสมัยนี้มี เว็บพนัน ต่าง ๆ ให้บริการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพนันหวย พนันบอล หรือคาสิโนสด แต่ในบรรดาเว็บเหล่านั้น จะทราบได้อย่างไรว่าเว็บไหนคุณภาพดีและเว็บไหนจ่ายจริง วันนี้เราจะขอแนะนำ BET911 เว็บพนัน ที่เป็นทางเข้าของ เว็บพนัน บอลออนไลน์เจ้าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่าง UFABET ที่มีบริการคาสิโนครบครันรวมถึงยังมี เว็บพนัน บอลให้บริการอีกด้วย

BET911 คืออะไร

BET911

เว็บ BET911 ประกอบไปด้วยคาสิโนมากมายรวมเข้าด้วยกัน ทั้ง SA Game, UFABET และ Sexy Baccarat ภายใต้การควบคุมมาตรฐานให้มีคุณภาพแบบเดียวกัน รับประกันว่าไม่มีการโกงเกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้ง BET911 เป็นตัวแทนที่ได้ API มาโดยตรง ภายใต้แบรนด์ TS911 ที่ถูกต้องตามกฎหมาย BET911 ให้บริการทั้ง บาคาร่า เสือมังกร และที่เป็นจุดเด่นก็คือ เว็บพนัน ออนไลน์ 

สำหรับใครที่กำลังเริ่มที่จะเล่นพนันบอลหรือแทงบอลออนไลน์ พื้นฐานที่ต้องรู้เลยก็คือศัพท์เฉพาะต่าง ๆ ที่ทำให้คุณแทงบอลรู้เรื่องมากขึ้น และไม่เกิดความเสียเปรียบ รวมถึงสิ่งที่คุณจะต้องรู้อีกอย่างก็คือเรทค่าน้ำต่าง ๆ ที่เป็นจุดสำคัญมาก เพราะคุณจะกำไรหรือขาดทุนก็ดูกันตรงนี้เลย

ทำไมต้องเลือกเล่นกับ BET911

BET911 เหนือกว่าเว็บอื่น ๆ ด้วยบริการที่รวดเร็วฉับไว มีคอลเซ็นเตอร์คอยช่วยเหลือตลอด 24 ชม. มีเกมให้เลือกเดิมพันมากมาย ทั้งบาคาร่า สล็อต กีฬา หวย และ พนันบอล อักทั้งยังจ่ายเร็ว จ่ายจริง ไม่ต้องคอยตาม และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีทุน สำหรับผู้เล่นใหม่เพราะพิเศษสุด ๆ สมัครสมาชิกรับไปเลยเครดิตฟรี 288 บาท และอัตราเดิมพันขั้นต่ำเพียง 50 บาทเท่านั้น สนุกได้ทุกที่ทุกเวลา อย่ารอช้า BET911 รอคุณอยู่

อัตราการต่อรองในการแทงบอล ที่คุณควรทราบก่อนเริ่มเล่นที่ BET911

BET911

ต่อบอล เปรียบเสมือนการต่อให้ทีมหนึ่งก่อนโดยที่เกมยังไม่เริ่ม เช่น ต่อบอลทีมอาร์เซนอล หมายถึง ให้อาร์เซนอลนำไปก่อนอย่างน้อย 1 ลูกก่อนเกมเริ่ม ซึ่งกรณีอย่างนี้ก็จะเกิดขึ้นเฉพาะการที่ทีมรองเจอกับทีมเต็ง เพื่อชดเชยให้เกิดข้อเสียเปรียบกันน้อยที่สุดนั่นเอง ซึ่งจำนวนลูกในการต่อบอลเป็นสิ่งที่คุณกำหนดได้เอง 

อัตราต่อรองของการแทงบอลที่ BET911 มีแยกย่อยดังนี้

  • เสมอควบครึ่ง หรือ ปป ซึ่งทีมที่ต่อจะเสียครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าทีมไหนชนะใครที่แทงทีมนั้นจะได้เงิน
  • ครึ่งลูก หมายถึงถ้าจบเกมแล้วเสมอกัน ทีมที่ต่อจะเสียเงิน
  • ครึ่งควบลูก หมายถึงถ้าทีมต่อชนะ 1 ลูก ผู้เล่นจะได้เงินเพียงครึ่งเดียว โดยที่ไม่นับจำนวนลูกที่ต่อ
  • หนึ่งลูก หมายถึงถ้าทีมที่ต่อชนะหนึ่งลูกจะไม่เสียเงิน เช่น ต่อ 1 ลูก ถ้าจะให้ได้เงินทีมที่ต่อต้องยิงได้ 2 ลูกขึ้นไป ถ้าเสมอหรือแพ้ก็จะไม่ได้เงิน
  • หนึ่งควบลูกครึ่ง 1 ลูก คนที่เล่นจะต้องเสียเงินครึ่งหนึ่งของที่เล่น ต้องชนะ 2 ลูกขึ้นไปจะได้เงินเต็ม ส่วนผลแพ้หรือเสมอก็จะเสียเงิน
  • หนึ่งลูกครึ่ง หมายถึงถ้าทีมต่อชนะต้องเสียเงินถ้าจะได้เงินทีมต่อต้องชนะ 2 ลูกขึ้นไปเท่านั้น 
  • หนึ่งลูกควบสอง คล้ายหนึ่งลูกครึ่งแต่ทีมต่อต้องชนะ 3 ลูก ถึงจะได้เงินเต็มถ้าน้อยกว่านั้นจะเสียเงิน  
  • สองลูก ทีมต่อต้องชนะ 3 ลูกขึ้นไปถึงจะได้เงินเต็ม นอกนั้นจะเสีย แต่ไม่ต้องเสียถ้าชนะ 2 ลูก
  • สองควบลูกครึ่ง คือทีมต่อต้องชนะ 3 ลูกขึ้นไปเท่านั้น ถ้า 2 ลูกจะได้เงินครึ่งเดียว ส่วนเสมอหรือแพ้แน่นอนว่าต้องเสียเงิน
 

ค่าน้ำคืออะไร

ค่าน้ำคือค่าทำเนียมที่เราต้องจ่ายให้กับ เว็บพนัน บอล ซึ่งเป็นค่าส่วนต่างการดำเนินการต่าง ๆ เพียงแต่แบบออนไลน์นั้นจะถูกกว่าแบบออฟไลน์หรือแบบโต๊ะบอลทั่วไป และเรทค่าน้ำจะมีขึ้นลงตามกระแสบอล 

และสำหรับใครที่กำลังมองหา เว็บพนัน ดี ๆ สักเว็บ เราขอฝาก BET911 ไว้ในใจอีกหนึ่งเว็บ ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมา หวังว่าเราจะได้ดูแลคุณ สะดวกครบจบในที่เดียว บริการฉับไว เรทราคาเป็นมิตร และคอยให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง

Categories
บทความธุรกิจ

การตลาดแบบไทย ตอน 3/3 นม และความวาบหวิว

  • คงเคยได้ยินคำว่า สัญลักษณ์ “18+” คือสัญลักษณ์เชื้อเชิญแทนที่จะเป็นคัดกรอง ผมก็เห็นว่าจะจริงอยู่พอสมควร ในตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของการตลาดแบบไทย ที่ได้นิยามไว้ว่ามี 3 เรื่องคือ ผี ชิงโชค นม !! โดยเขียนไปแล้วสองส่วนใน ตอนแรก กับ ตอนที่สอง  ในตอนนี้จะมาว่ากันด้วยเรื่องสุดท้ายคือการตลาดที่ใช้เรื่องของสื่อที่น่าจะเรียกได้ว่า เชิง 18+ เป็นสื่อประชาสัมพันธ์หรือช่วยกระตุ้นการขายก็ว่าได้

การตลาดแบบไทย ตอนจบ นม และความวาบหวิว

อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ใช้กันทั่วโลกไม่ใช่ Thailand Only แต่ทว่าเป็นการตลาดที่ได้ผลดีประการหนึ่งในสามประการของไทย ซึ่งคงต้องถือว่าเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยในสื่อหรือการทำการตลาดเสียมากกว่า ในแง่การใช้สื่อเรื่องเพศ หรือ 18+ เป็นตัวช่วยในการตลาด ซึ่งมีทุกวงการไม่จำเพาะการทำสื่อโฆษณาสินค้าเท่านั้น ในสื่อบันเทิงต่างๆ ธุรกิจร้านอาหาร หรือเป็นส่วนหนึ่งอันเป็นจุดขายโดยตรง เช่น ผับ บาร์ สถานท่องเที่ยวต่างๆ ไปเลยก็มี

 

ประโยชน์การตลาด

  • Awareness – Interest สร้างการรับรู้หรือจุดสนใจ คือปัจจัยแรกของการใช้เครื่องมือนี้ คงนึกออกกันได้ดี และมันได้ผลอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันคือประตูไปสู่สินค้าหรือจุดประสงค์แรกของการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ หากทำให้คนสนใจได้มันคือกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว นี่อาจเป็นประโยชน์หลักหรือมากที่สุดเลยก็ว่าได้ของเครื่องมือนี้ ตัวอย่างเบาๆ หน่อยเราก็เห็นกันมานานคืองานมอเตอร์โชว์ที่จงใจใช้พริตตี้มาร่วมกับการแสดงรถ(ยุคหลังๆ ก็ไม่ค่อยเบาเหมือนกัน) ซึ่งกลุ่มลูกค้ารถยนต์ก็มักเป็นกลุ่มผู้ชาย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกส่วนที่จะว่ากันในข้อต่อไป
  • Target Group หากเป็นสินค้าหรือบริการที่มี เพศชาย เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่แล้ว สิ่งนี้ได้ผลมากอย่างไม่ต้องสงสัย พริตตี้ โคโยตี้ หรืออื่นๆ แต่ในกรณีสินค้าเด็ก, ครอบครัว, ก็คงไม่เข้าเป้าประสงค์หรือตรงกลุ่มลูกค้า ในขณะที่หากถามว่า ถ้าใช้ผู้ชายมานุ่งน้อยห่มน้อย โชว์ ขายสินค้าหรือบริการจะได้ผลไหม ก็ได้เหมือนกัน แต่กลุ่มลูกค้าน่าจะเป็นกลุ่มผู้ชายอยู่ดี ที่สนใจเพศชายเหมือนกัน ส่วนผู้หญิงนั้นอาจจะได้น้อยกว่า และเชื่อหรือไม่จากการสำรวจ เพศหญิงด้วยกันก็ให้ความสนใจต่อการที่มีผู้หญิงมานุ่งน้อยห่มน้อยมากกว่าเหมือนกัน แม้ไม่มากเท่ากลุ่มลูกค้าเพศชายก็ตามที
  • Communicate (Motivate) ในหลายๆ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์การใช้ ภาพพจน์ของ Sex หรือความ Sexy เป็นการสื่อสารทางด้านอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่เป็นในแง่ความลามกอนาจาร แต่อาจเป็นความมีสเน่ห์ น่าค้นหา หรือน่าหลงใหลได้ด้วย ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์หรือ แบรนด์สินค้าได้ประการหนึ่ง ไม่นับรวมสินค้าบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางนี้โดยตรง เช่น ชุดชั้นใน ถุงยางอนามัย ในอีกประการคือ สามารถ กระตุ้น (Motivate) ความรู้สึกในระดับลึกถึงมั่นใจ ความกล้า มีพลัง และเปิดเผย ซึ่งมีอิทธิพลต่อแบรนหรือภาพพจน์สินค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสื่อ องค์ประกอบ ที่ใช้ด้วย ซึ่งอาจมีความเกี่ยวพันต่องานศิลป์และจิตวิทยาพอสมควร
  • Viral สร้างกระแส เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในยุคดิจิตอลหรือ Digital Marketing ที่การทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้วเกิดกระแสบอกต่อ  Like, Share คือความสำเร็จประการหนึ่ง แน่นอนว่าภาพพจน์ด้าน 18+ นี้คือสิ่งเชิญชวนได้ไม่ยาก ยิ่งเมื่อมีการนำไปประกอบสื่อหรือกระแสอื่น เช่น มีสาวมาเต้นด้วยลีลายั่วเย้าในเสื้อการ์ตูนเกาะกระแส Pokemon go ทำให้เกิดการแชร์กันไปทั่วไม่ยาก แต่ทั้งสิ้น คำว่า กระแส ย่อมเป็นไปได้ทั้งทางบวกและลบ อย่างไรก็ตามหากมีแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ติดไปด้วยการรับรู้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

รูปแบบการนำเสนอ

  • สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นรูปแบบดั้งเดิม ปกติ ที่ยังพอมีให้เห็นในปัจจุบัน ทั้งนิตยสาร บิลบอร์ด หรือโปสเตอร์ทั่วไป โดยในแง่ของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นอาจมีขีดจำกัดความพอดีของความหวือหวาอยู่ เพราะข้อจำกัดด้านกฎหมาย อย่างไรก็ดี สื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้ 18+ แล้วถือว่าน่าจะประสบความสำเร็จมากในอดีตคงหนีไม่พ้น ปฏิทินแม่โขง อันเป็นตัวอย่างของกระแส และความโด่งดังที่ใครๆ ต่างถามหาเมื่อ ราว 10-20 ปีก่อน โดยในช่วงหลังมีเบียร์ดังยี่ห้อหนึ่งก็พยายามสร้างกระแสดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง ก็ถือว่าได้ผลดีพอสมควร ทว่า หลังจากกฎหมายโฆษณาสินค้ามีแอลกอฮอล์เข้มงวด จึงต้องมีอันเงียบกันไปหมด พร้อมๆ กับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ค่อยๆ คลายความนิยมไปทุกแขนง
  • การจัดอีเว้นท์ ทั้งพริตตี้  โคโยตี้ การเต้น เพ้นท์ตัว ติดสติ๊กเกอร์สาวนุ่งน้อยห่มน้อย แม้กระทั่ง อาบน้ำ ล้างรถ เหล่านี้คือการใช้นางแบบผู้หญิง รูปร่างหน้าตาดีมาเป็นสิ่งกระตุ้นกิจกรรมในการแสดงสินค้าหรือขายสินค้า ณ ที่หนึ่งๆ ซึ่งมีให้เห็นอยู่ตลอดและยังคงใช้ได้ดี ในแง่เรียกความสนใจ
  • การรีวิวสินค้าผ่านสื่อ ถ้าไม่นับการขายตัวเอง (ไม่ได้หมายถึงขายตัว) ที่ต้องการให้คนรู้จัก การรีวิวสินค้าทุกวันนี้ด้วยสื่อออนไลน์ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอที่กระจายตัวเองได้ง่าย ผลิตได้ง่าย จึงมีการใช้ สรีระ หรือว่ากันตรงๆ ก็คือ นม มาเรียกความสนใจได้ไม่ยาก (เหมือนรีวิวสบู่ในรูปด้านล่าง) ทั้งนี้สินค้านั้นๆ ถ้าเป็นแบรนด์ดัง หรือมีชื่อก็อาจเสีย มากกว่าได้ จึงนิยมในหมู่ แบรนด์เล็กๆ หรือแบรนด์สร้างเอง ที่มีมากมายในปัจจุบัน
  • โฆษณาทีวี TVC ก็ถือว่ายังพอมีให้เห็น แม้ว่าจะคล้ายสื่อสิ่งพิมพ์ตรงที่อาจหวือหวาไม่ได้มากนัก แต่มีสินค้าตัวหนึ่งที่ผมยอมรับเลยว่าเป็นการเล่นกับเรื่องนี้แล้วทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จไปเลยคือ ก๊อกน้ำ Sanwa ถ้าใครพอจำได้ (ก็ไม่ได้หลายปีนัก) เพราะกลายเป็นกระแสแบบปากต่อปาก หรือดูแล้วรู้สึกสนุก สนใจ จนมีตอนต่อออกมา ซึ่งยอมรับว่า Phenomena (บ.ผลิตโฆษณา)  เขาเก่งจริงๆ เป็นการเล่นกับเรื่องนี้แบบไม่น่าเกลียดและได้ผลเลิศ ผมยกให้ว่าเป็นการใช้สื่อแนวนี้ได้ดีที่สุดชิ้นหนึ่งทีเดียว ไม่อ้อม ไม่น่าเกลียด แต่น่าสนใจ มันยากจะลงตัวจริงๆ
  • Social Network ทั้ง วีดีโอ ภาพนิ่ง การ live (ถ่ายทอดสด) เพราะความง่าย ต้นทุนต่ำและข้อจำกัดที่มีน้อย อีกทั้งยากต่อการควบคุม การใช้สื่อทางนี้ในเชิงนี้จึงค่อนข้างมาก ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี แค่สะท้อนความเป็นจริงในวงการทุกวันนี้ และก็ดังที่บอก สินค้าและภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักกับการเล่นการตลาดแนวนี้

สรุปภาพรวม

คงไม่ต้องบอกว่า ปัจจัยความสำเร็จของการทำการตลาดประเภทนี้มาจากอะไร แต่เพราะอะไรนั้นคงกล่าวได้ว่า มันคือสัญชาติญาณ หรือความเป็นปกติของมนุษย์ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ที่จะไม่ตัดสินว่าผิดหรือถูก หากกล่าวเรื่องนี้บนมุมมองการตลาด การใช้สื่อประเภทนี้ ต้องถือว่าเป็นดาบสองคม เพราะหากจะใช้ให้ส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าหรือแบรนด์ ต้องมีความละเอียดอ่อนในการนำมาใช้ Production หรือกระบวนการผลิตต้องค่อนข้างทำออกมามืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว การสื่อสารแบบจงใจไม่สอดคล้องก็น่าเกลียด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสินค้านั้นๆ ด้วย หากไม่จำเป็นหรือเกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรนำไปใช้ ซึ่งแนวทางบนความสุ่มเสี่ยงน้อยที่สุดก็มักจะใช้กันในลักษณะ อีเว้นท์ แบบพองาม ให้ดึงดูดคนให้สนใจได้ หากไม่เช่นนั้นก็ต้องทำให้ชิ้นงานออกมาสื่อสารไม่ตรงเกินไป มีความเป็น ศิลปะ บ้าง หรือไม่ก็มีความขบขันแทรกแบบก๊อกน้ำ Sanwa ที่บางทีเป็นการสะท้อนผู้บริโภคแบบจิกกัดอยู่เหมือนกัน และมันก็ได้ผลดี..

ส่งท้ายการตลาดแบบไทย

จากที่เขียนมาทั้งหมดในเรื่องของการตลาดแบบไทยนี้ คงไม่เรียกว่าเป็นหลักการอะไรของการตลาดจริงจัง เป็นเพียงแนวคิดที่อยู่บนความเป็นจริงเสียมากกว่า ให้พอได้แง่คิด ไอเดีย หรือมุมมองที่น่าสนใจ เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เป็นคนไทยอย่างแท้จริง โดยในแต่ละเรื่องมันนำไปเป็นกลยุทธ์ได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความสร้างสรรค์ของแต่ละคน(หรือไม่สร้างสรรค์ก็คงมี) เพราะการตลาดที่สำเร็จส่วนหนึ่งก็คือการเข้าใจพื้นฐาน ความคิด ความสนใจของผู้คน จนไปถึงขั้น มอมเมา กันได้กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งคงเป็นการดี และคงมีประโยชน์ดีมากหากบทความนี้มีผู้บริโภคทั่วไปได้อ่านกันเยอะๆ แล้วทบทวนตัวเองกับการตลาดเหล่านี้อีกที ว่าจำเป็นต่อสินค้าเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหนด้ว

Categories
บทความธุรกิจ

การตลาดแบบไทย ตอน 2/3 ชิงโชค เสี่ยงดวง

การตลาดแบบไทยๆ ตอน 2

จาก ตอนแรก ที่กล่าวถึง การตลาดแบบไทยๆ โดยบอกไว้ว่า ผี ชิงโชค นม !! และเขียนในเรื่อง การตลาดความเชื่อ ไปแล้ว ตอนนี้จะมาว่ากันต่อในหัวข้อ ชิงโชค ที่เป็นการตลาดแบบไทยๆ ที่ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งโดยที่ไม่ต้องบอกตัวอย่างก็คงนึกออกว่าเป็นอย่างไร เราลองมาดูกันในเรื่องนี้กัน

 

การตลาดแบบชิงโชค เสี่ยงดวง

เราอาจเรียกการตลาดประเภทนี้ว่า Lotto Marketing (การตลาดล๊อตเตอรี่) ที่มีมาอยู่ยาวนานกับสังคมไทย เมื่อครั้งประถม ผมคุ้นๆ ว่าเคยได้ยินครูในชั้นเรียนพูดว่า “คนไทยชอบการพนัน” ทั้งที่กฎหมายบ้านเรานั้น “ไม่ให้มีการพนัน” โดยครูสร้างค่านิยมที่ว่า โจรขึ้นบ้านครั้งหนึ่ง ไม่เท่าไฟไหม้บ้าน, ไฟไหม้บ้าน ไม่เท่าเสียการพนัน นั่นคือคำสอนที่ปลูกฝัง แต่..

 

โปรโมชั่น ไม่ใช่การพนัน.. นี่คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกแบ่งแยก แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นนักเพราะได้มีการออก พรบ. และกฎกระทรวง ฉบับเพิ่มเติมเรื่อยมาเพื่อควบคุมการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ ถึงแม้จะออกมาอย่างไร ก็ไม่สามารถปิดกั้นการชวนเชื่อเหล่านี้โดยตรงได้ ดังที่เห็นกันอยู่ และต่อต้านกันอยู่เนืองๆ อย่างไรก็ตามเรามาลองดูกันต่อว่า อะไรคือปัจจัยของการตลาดรูปแบบนี้

 

ปัจจัยกลยุทธ์การตลาดประเภทนี้

คงไม่สามารถบอกที่มาที่ไปของการตลาดแบบชิงโชค เสี่ยงดวงได้ ผมเกิดมาก็ได้เห็น ได้ยิน หรือมันมีอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะตะแบงกันอย่างไร การชิงโชคก็คือการพนันประเภทหนึ่ง ที่ต้องเสียเงินก่อนเพื่อหวังได้คืนมา ทั้งนี้จะบอกว่า “เผื่อฟลุ๊ค” เฉยๆ ยังไงก็ต้องซื้อของชิ้นนั้น ยี่ห้อนั้นอยู่แล้ว ฟังดูก็เป็นไปได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้คิดกันแบบนี้ทุกคน รางวัลยิ่งใหญ่มาก ก็ยิ่งมีคนคิด “เผื่อฟลุ๊ค” มากขึ้น จุดสังเกตหนึ่งที่ชัดเจนคือ สินค้าประเภทราคาไม่สูง และถ้าไม่ได้มีความจำเป็นนัก มักจะทำการตลาดประเภทนี้ได้ผลดี!

 

นี่เป็นจุดสังเกตหนึ่งได้ไม่ยากว่า ก็เพราะพื้นฐาน หรือชั้นทางสังคมของประเทศกำลังพัฒนามีความแตกต่างสูงหรือพูดกันง่ายๆ ว่า คนจนมากกว่าคนรวย ดังนั้นคนหวังรวย จึงเป็นคนหมู่มาก แม้ไม่ได้ทำให้ถึงกับรวย การได้ของที่มีมูลค่าฟรีๆ มีหรือที่ไม่อยากได้ ของฟรีมีมูลค่าต่อให้คนรวยก็อยากได้ แต่กลยุทธ์การตลาดแบบนี้เป็นสิ่งที่ “กระตุ้นการตัดสินใจ” ของผู้บริโภค รวมถึงไม่ต้องการของก็อาจจะซื้อ ของบางอย่างจึงไม่สามารถกระตุ้นคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้วได้มากพอ เช่น การแจกทองคำ 1 บาท คนที่ไม่มีกำลังซื้อเพียงพอย่อมให้ความสนใจมากกว่าอย่างเด่นชัด และรวมสรุปถึงการตลาดแนวนี้เหมาะอย่างยิ่งกับประเทศกำลังพัฒนา..

 

เราจึงเห็นการตลาดแบบนี้มาช้านานกับเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเมื่อครั้งที่ผมทำรายงานวิเคราะห์การตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ประกอบกับพื้นฐานทางบ้านค้าขายสินค้าเหล่านี้เห็นได้ชัดว่า ยี่ห้อที่ไม่เล่น Lotto Marketing ถูกชิงส่วนแบ่งการตลาดไปในที่สุด เพราะคุณรู้หรือไม่ ช่วงหนึ่ง เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ที่คุณไม่รู้จัก แต่ในวงการนักดื่ม เขาซื้อกันเป็นแพคๆ (10 ขวด) เพียงเพราะแจกเยอะ แจกจริง.. และกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มชูกำลังสมัยก่อนเราก็ทราบกันดีว่าอยู่ในชนชั้นแรงงานมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้กล่าวไป (ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลง)

 

การพัฒนาหรือวิวัฒนาการ

นั่นเป็นปัจจัยใหญ่ๆ ปัจจัยแรกในแง่ของชนชั้นทางสังคมเป็นสิ่งที่กระตุ้นเมื่อมีของรางวัลล่อใจ ในยุคต่อๆ มา สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจขึ้นก็เพราะการสื่อสารที่พัฒนา การชิงโชคทำได้ง่าย ไม่ได้อยากได้ แต่ลองเล่นๆ เป็นที่มาของยุค sms (ส่งข้อความมือถือ) ชิงโชค โดยการส่งแต่ละครั้งเสียเงิน 6-12 บาท ยุคแรกๆ นั้นผมมองว่า นี่คนจัดไม่ต้องลงทุนเลยยังได้ เพราะมันคล้ายการพนันชัดเจน เพราะเขาได้ ค่า SMS ไปแล้วส่วนหนึ่ง แน่นอนว่า เมื่อมีคนทักท้วงมากๆ.. กฏหมายจึงค่อยขยับตามมา

 

และดังที่กล่าวไปว่า ปัจจัยทางฐานะเป็นตัวแรกที่สามารถทำให้ผู้บริโภคสนใจ แต่ในยุคปัจจุบันมันไม่ใช่แค่นั้น กระแสสังคมและโลกที่โลกาภิวัฒน์มากขึ้น ทำให้คนเห็น รู้จักและการมีตัวตนของผู้คนชัดเจนขึ้น สิ่งของบางอย่างจึงสามารถบอกความเป็นตัวตนของคนนั้นๆ สิ่งของที่นำมาชิงโชค จะเป็นแค่ เงิน.. ทอง.. มันไม่น่าสนใจอีกต่อไป แต่กลายเป็นของที่ นำสมัย อยู่ในกระแส เช่น มือถือยี่ห้อดัง รถยนต์หรู แพคเกจทัวร์ คงไม่ต้องยกตัวอย่างไปมากกว่านี้ ซึ่งอนาคตก็ยังไม่แน่ใจว่า จะมีการพัฒนาไปในรูปแบบใด แต่เดาๆ ได้ว่ายังมี..

 

จุดสังเกตที่น่าสนใจ

ในการตลาดแบบนี้ มีกลยุทธ์เพิ่มเติมตามแต่จะใช้กันไป ไม่ว่าจะเป็นการกระจายของหน่วยขาย จัดโปรโมชั่นกันแบบเล็กๆ แต่ทั่วถึง ซึ่งมีแม้กระทั่ง “มิจฉาชีพ” บางประเภทเปิดบริษัทขายสินค้าราคาถูกโดยทำเหมือนว่าคุณถูกรางวัล แต่พอไปในงานรับรางวัล ก็มีการบังคับซื้อสินค้าอื่นๆ ร่วม เรียกว่าหลอกลวง บ้างก็แค่หลอกล่อให้มาสนใจสินค้า แรงหน่อยก็เหมือนแบล๊คเมล์กันเลยทีเดียว คือเป็นการบังคับซื้อ สิ่งเหล่าทำให้เห็นได้ว่า การเสี่ยงโชค และการชิงโชคนั้นมีอิทธิพลมากขนาดไหน และนี่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคบางส่วนเริ่มระแวง..

 

แนวคิดการตลาดแบบชิงโชค เสี่ยงดวง

อันที่จริงแล้วการตลาดแบบไทยๆ ที่ใช้วิธีการชิงโชค เสี่ยงดวงนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่ใช้กันทั่วไปในโลก แต่จากปัจจัย การพัฒนาและจุดสังเกตที่ได้เขียนไป จะเห็นแล้วว่า แนวคิดหรือ (Concept) ของการตลาดแนวนี้จะประสบผลควรขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วย

 

  • กลุ่มลูกค้าที่หวังผลได้
  • ของรางวัลที่น่าสนใจพอ
  • วิธีการสุ่ม หรือเล่นไม่ยุ่งยาก

หากเหมาะสมครบ 3 องค์ประกอบ รางวัลต้องดี เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย บนวิธีการที่ง่าย ก็จะได้ผลน่าพอใจไม่ยาก เพราะทุกวันนี้การตลาดออนไลน์ ที่มาแรงก็มีการใช้สิ่งเหล่านี้เข้าช่วย เช่นว่า การพยายามให้ like และ share บน Facebook แล้วแจกรางวัล ก็มีคนถามว่าทำไมคนไม่สนใจ เมื่อถามกลับว่าแจกอะไร เขาบอกแจกยางรถยนต์ตั้ง 4 เส้น (ก็มันคือสินค้าเขา) เป็นผมก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร เพราะใส่กับรถตัวเองไม่ได้อีก อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่ว่าผิด หรือถูก แต่ก็เหมือนหลายๆ เรื่องของการทำ Promotion คือมันก็ต้องเข้ากันในหลายๆ ด้านไม่ใช่ทำตามๆ เขาไป (เขียนบ่อยคำนี้)

 

และถ้าจะเริ่ม ก็ควรเล่นกันง่ายๆ มักได้ผลเช่นใช้เลขรางวัลล๊อตเตอรี่ เอากันตรงๆ แบบนี้ให้ทายกันไป เชื่อเถอะ ยังไงก็มีกลุ่มคนนึงสนใจ แค่ประชาสัมพันธ์ให้เห็นกันอย่างเดียวก็พอ..

Categories
บทความธุรกิจ

การตลาดแบบไทย ตอน 1/3 การตลาดความเชื่อ

การตลาดแบบไทยๆ

อยากจะเขียนบทความการตลาด เรื่องนี้นานแล้ว ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การตลาด มากกว่าแผน หรือภาพรวม ถือว่าเป็นเอกลักษณ์การตลาดจำเพาะของไทย ไม่ได้หมายความว่าการตลาดโดยทั่วไปใช้ไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มักได้ผลดีกว่าเสมอๆ การตลาดแบบไทยๆ ที่ว่านี้ ก็ มี ผี ชิงโชค นม !! (การตลาดความเชื่อ, การตลาดชิงโชค, การตลาดเรื่องเพศ) และน่าจะเรียกได้เล่นๆ ว่า Thailand Only Marketing เรื่องนี้ไม่ใช่ Trend หรือ กระแส เป็นการตลาดที่แฝงอยู่คู่สังคมไทยมานานแล้ว แน่นอนว่า หากได้กระแสเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องนี้เข้าร่วมด้วยแล้ว ผลลัพธ์คือดังอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ต้องดูด้วยว่า ดังดี หรือ ดังดับ


การตลาดความเชื่อ

โดยที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผี แต่นี่คือตัวแทนของสิ่งที่มองไม่เห็น เชื่อหรือไม่ว่านี่เป็นของที่แรงอย่างแท้จริง ขณะที่ผมเขียนแทนว่าผีนี้ อาจมีคนรู้สึกไม่ดี ไม่ชอบใจที่เหมารวมสิ่งที่มองไม่เห็นนี้ว่าผี ไปหมดก็ว่าได้ (ก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้แรง)


อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เจตนาที่ว่ากันด้วยเรื่องการตลาด ที่เขียนว่า ผี ชิงโชค นม นี้จงใจให้ดูน่าสนใจ(แบบการตลาดๆ ไปก็เท่านั้นเอง) และจำง่ายกว่าอีกด้วย คิดกลยุทธ์การตลาดไม่ได้ ก็ใช้ ผี ชิงโชค นม นี่แหละ แต่ส่วนแรก เรื่องผีๆ นี้ อันที่จริงแล้วจะว่าด้วย ความเชื่อ ที่เราพบเห็นและยอมรับกันมานาน ปัจจัยหลักที่เกิดความเชื่อ ย่อมเกิดจากตามแต่ละบุคคล โดยถือว่าเป็นปัจจัยด้านจิตวิทยา (psychological factors) ในแง่การตัดสินใจของบริโภค


ดังจะเห็นได้ว่าความเชื่อนี้ สามารถก่อประโยชน์ หรือผลประโยชน์ ให้กับบุคคล หรือกลุ่มคน มานาน ไม่ว่าจะเป็นอุบาย หรือกุศโลบาย สิ่งที่เห็นได้ชัดสิ่งแรกก็ในด้าน ศาสนา การสร้างความเชื่อ ความศรัทธาหลายครั้งก็อาศัย สิ่งที่มองไม่เห็น เป็นตัวเชื่อมกับเรื่องที่ เหตุผลใช้ไม่ได้ การอธิบายทำได้ยากหรือทำไม่ได้ เมื่อเกิดภาวะหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่ง ความเชื่อก็จะถูกนำมาใช้


Keyword หรือคำสำคัญ ของเรื่องนี้คือ “ความไม่สบายใจ”


เราจะพบเห็นได้ว่า กลุ่มผู้บริโภคที่ตอบสนอง หรือตอบรับกับการตลาดทางนี้รวดเร็ว หรือเด่นชัดที่สุดคือผู้ที่อยู่ในภาวะ “ไม่สบายใจ” เช่น ช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่ดี บ้านเมืองเครียด หรือปัจจัยของคนๆ นั้นเอง นี่เป็นสิ่งหนึ่งทำให้ผู้บริโภคซื้อ ยอมจ่าย สุดท้ายเพียงเพื่อ “ความสบายใจ” ของเขาเหล่านั้น แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องนั้นๆ เมื่ออยู่ในภาวะ หรือสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ก็อาจจะยอมจ่ายเพียงเพราะความสบายใจเช่นกัน


อีกส่วนหนึ่งนั้นบนพื้นฐานส่วนใหญ่ของผู้บริโภคชาวไทย มักใช้ตรรกะ น้อยกว่า ความรู้สึกส่วนตัว จากการวิเคราะห์ด้านหนึ่งที่มองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ จนติดสบาย อะไรที่ง่ายๆ สบายๆ แล้วนั้นย่อมถูกจริตคนไทย ในการคิดก็เช่นกัน  ถ้าต้องคิดซับซ้อนในการหาเหตุผลย่อมเข้าถึงยาก และเป็นอะไรที่รู้สึกว่าไกลตัว แต่เมื่ออะไรก็ได้ที่ “สบายใจ” จึงใช้ได้กับผู้บริโภคไทยได้ดีเสมอๆ


รูปแบบการตลาดความเชื่อ

ด้านสินค้า โดยตรงที่เห็นเด่นชัด ก็จำพวกเครื่องราง ของขลัง และรวมถึงสินค้าที่ไม่ได้มีประโยชน์ในการใช้งานโดยทั่วไป แต่เป็นสินค้าที่ทำมาเพื่อความเชื่อโดยตรง โดยอ้อม ก็คือสินค้าที่อาจใช้ประโยชน์ด้านอื่นอยู่แล้ว หรือมีมาก่อน แต่แฝงกับเรื่องความเชื่อเข้าไป เป็น ส่วนเพิ่มมูลค่า (Added Value) ซึ่งสินค้าเหล่านี้ มูลค่าจะสูงหากอยู่ในกลุ่มจำเพาะ และอาจไม่มีค่าเลยกับบางกลุ่ม


ด้านการบริการ คือการตอบสนองโดยตรงต่อความเชื่อของกลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้า ส่วนโดยอ้อม คือการคำนึงถึงหรืออาศัย การบริการต่อสินค้าจากความเชื่ออีกที จะกล่าวถึงอีกครั้งจากตัวอย่าง


ด้านการสื่อสาร ถือว่าเป็นการอาศัย ในการช่วยสื่อสารการตลาดทางหนึ่ง เพราะสามารถอาศัยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในการกระตุ้นการตลาด แม้แต่สะท้อนการคำนึงถึงผู้บริโภคออกไปในแนวทางรับผิดชอบ ใส่ใจ ต่อสังคม (Social Responsibility) ก็ว่าได้


ตัวอย่าง การตลาดความเชื่อ

ดังที่กล่าวถึงไป ตัวอย่างสินค้า ที่อยู่กับตลาดด้านความเชื่อ สิ่งแรกก็คงหนีไม่พ้น พระเครื่อง เครื่องราง อื่นๆ ส่วนที่เคยเกิดกระแสอย่างมากก็คือ จตุคามรามเทพ เป็นกระแสฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง สินค้าบางอย่าง ก็เป็นส่วนประกอบอย่าง กรอบพระ แว่นส่องพระ นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แม้บางอย่างจะหายไป แต่บางอย่างก็คงอยู่ได้ โดยส่วนใหญ่สินค้าเหล่านี้ มีความผันผวนไปตามช่วงเวลา


สินค้าที่ไม่ได้มาจากความเชื่อโดยตรง ก็มีมากมาย ซึ่งนี่เป็นการอาศัยกลยุทธ์การตลาดบนความเชื่ออย่างแท้จริง เช่น ซิมเบอร์ มงคล สินค้าตามราศี บางสินค้าก็อาศัยของมงคลเป็นของแถมเป็นโปรโมชั่นกันไป หรือที่เป็นกระแสในตอนนี้ (ปลายปี 58 – ต้นปี 59) ก็คือลูกเทพ ที่ยังต่อยอดไปในส่วนของสินค้าอื่น และการบริการ ที่เกิดตามมา เช่น เสื้อผ้าลูกเทพ รับดูแลในด้านต่างๆ การสื่อสารจากแบรนด์ก็มีไม่น้อย เช่นเปิดจองที่นั่งให้กับลูกเทพ ของสายการบิน การเปิดบุฟเฟ่ ให้ลูกเทพ แต่กระแส ก็คือกระแส


สินค้าบริการ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีมากเช่นกัน และมีกันมานาน ค่อนข้างมั่นคงอีกด้วย เพียงอาจเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง เช่นการดูดวง รับตั้งชื่อ ทั้งโดยตรง ออนไลน์ ที่เคยรุ่งเรื่องมากอย่าง โทร 1900-xxx-abc การจัดทัวร์ สัมมนา จัดพิธีกรรม ต่างๆ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในหลายๆ รูปแบบ ที่มากจากสิ่งเหล่านี้ ที่อยู่บนความเชื่อของแต่ละบุคคล ดวง โหวงเฮ้ง ฮวงจุ้ย ศาสนา และด้านอื่นๆ อีกมาก


กระทั่งในด้านสื่อ การผลิตรายการทีวี วิทยุ ภาพยนตร์ หรือดังที่รู้กันว่า หนังผี ในไทยมักขายดี นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่การันตีความแรงของตลาดด้านความเชื่อนี้


จากที่กล่าวมา ไม่ได้เป็นการเปิดประเด็นในแง่ความถูกต้องหรือเหมาะสม บนเรื่องความเชื่อ เพราะมีหลากหลายไม่ได้จำเพาะว่าเป็นความเชื่อในด้านใด เป็นเพียงนำเสนอความเป็นจริงของการตลาดบนสังคมไทย กับการตลาดแบบไทยๆ พบกันใหม่ตอนหน้า กับการตลาดแบบชิงโชค ที่ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำกันจนดัง และปัง กันมาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

Categories
บทความธุรกิจ

Circuit Breaker 2 วันติด ประวัติศาสตร์ การลงทุน

ผมเขียนเรื่องนี้ ในวันที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของการลงทุนหน้าหนึ่งของไทย นั่นคือการเกิด Circuit Breaker เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งใจจริงอยากจะเขียนถึงตั้งแต่วันแรกที่เกิด แต่หลังจาก Circuit breaker ครั้งแรกผ่านไป ตลาดยังไม่สู้ดีทั้งในและต่างประเทศ ในเชิงเทคนิคแล้ว อาจยังไม่สุด ก็เลยเลือกว่าจะมาเขียนอีกวัน โดยไม่คาดเดาหรอกว่าจะมา เกิดอีกครั้ง ในวันนี้ (วันที่เขียน)


ตอนที่เห็นสภาพตลาดต่างประเทศเมื่อคืนที่เกิดวันแรก (12/03/2563) แล้ว ก็แอบลุ้นแต่ว่า จะมี circuit breaker อีกรอบไหม.. (ที่ลุ้นได้ เพราะไม่มีหุ้นในมือเลย)


Circuit breaker เป็นมาตรการหนึ่งของตลาดหุ้น คือการหยุดทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ชั่วคราว แบ่งเป็น 2 รอบ ดังนี้ รอบแรกกรณีที่ดัชนีตลาดตกลง หรือลบ ถึง 10% โดยจะหยุดทำการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที และรอบสอง หากเปิดตลาดแล้ว ดัชนีตลาด ตก หรือลบไปอีกถึง 20% ก็จะเข้าสู่ Circuit breaker ได้อีกครั้ง จะหยุดทำการซื้อขายเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เป็นมาตรการป้องกันความผิดพลาดและทางเทคนิคหลาย ๆ ด้าน แต่ถ้ารอบแรก หยุดไปแล้ว แล้วหุ้นยังตกลงไป เป็น 11-19% ก็จะไม่มีการหยุดซื้อขายแต่อย่างใด 


ตามประวัติศาสตร์ไทย ยังไม่เคยเกิดถึงรอบ 2 แต่สำหรับ รอบแรก ที่ผ่านมาเคยใช้มาตรการนี้ไปแล้ว 3 ครั้ง ก่อนจะมีอีกในปีนี้ 2 ครั้ง รวมเป็น 5 ครั้ง (ณ วันที่เขียนก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นอีกไหม แต่ผู้เขียนเชื่อว่า ผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว)


การเกิดครั้งแรก คือเมื่อปี 2549 สาเหตุ นโยบายกันเงินสำรองจากต่างชาติ 30% สรุปง่าย ๆ คือมาตรการทางการเงินผิดพลาด, ครั้งที่สอง คือวิกฤติการเงินโลก ซับไพรม์ (subprime)  หรือ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และครั้งที่ 3 ก็วิกฤติเดียวกัน ปีเดียวกัน แต่ห่างกัน 17 วัน คือ วันที่ 10 ต.ค. กับ 27 ต.ค. ปี 2551


สำหรับสิ่งที่เพิ่งผ่านไป คือ 12 มี.ค. และ 13 มี.ค. 2563 เป็นครั้งที่ 4-5 แน่นอนถือว่าเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นติดกัน 2 วัน พอทราบได้ว่าสาเหตุหลักคือการระบาดของไวรัส Covid-19 หรือ โคโรน่าไวรัส ทำให้ทั่วโลกปั่นป่วน และนับว่าเป็นปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ ปัจจัยทางการเงิน ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าภาวะวิกฤติการลงทุนได้ขนาดนี้ (กรณีอื่น ๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นแย่ คือความกังวลสงครามระหว่างประเทศ)


ดังที่เขียนไปในบทความก่อนแล้วว่า “ตลาดหุ้นไทย ไม่กี่วันที่ผ่านมา บอกอะไรเรา” เมื่อความจริงยิ่งชัดเจนขึ้น และส่งผลรุนแรงขึ้น มันก็ย่อมเป็นไปตามนั้น แต่.. สิ่งที่น่าสังเกตุคือ “ความรวดเร็ว” การเกิด circuit breaker ถึง 2 รอบใกล้ ๆ กันนั้นไม่ธรรมดา แม้ว่าสาเหตุจะชัดเจน แต่ก็ดูเกินเหตุไปสักนิด จิตวิทยานักลงทุน ไม่เหมือนเดิม อาจด้วยข้อมูลข่าวสารโลก ระบบการซื้อขายที่มีคอมพิวเตอร์เกี่ยวข้อง ทำให้ อะไร เหมือนว่าเกิดขึ้นรวดเร็วเป็นเรื่องง่าย (ทั้งที่น่าตกใจ และหลายคนเตรียมใจไม่ทัน)


จะว่าไปแล้วหากพอสังเกตภาพรวมตลาดการลงทุนในช่วงปีหลัง ตลาดผันผวนได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก การขึ้นลงระดับ 40-50 จุด มีบ่อย ๆ ทั้งที่ไม่มีเหตุการใหญ่อะไร ผมจึงไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดในวันนี้นัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พอใจหรือยินดี เพราะนี่ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า นักลงทุนรายย่อยทั่วไป อาจยากลำบากขึ้น อาชีพ “นักลงทุน” ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย หากไม่มี หรือไม่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ดีพอ


ผมไม่ใช่นักลงทุนอาชีพ แต่ก็ลงทุนอยู่เสมอในส่วนหนึ่ง และเป็นนักลงทุนแบบเก่า ที่จะว่าไปโชคดีปรับมาจนมีแนวทางดังที่เขียนในหนังสือ Reverse Hybrid (กลับหัวคิด พิชิตตลาดหุ้น) เอาไว้ เพราะทุกวันนี้เทคนิคอย่างเดียวคงสู้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ VI ก็คงไม่ทันการ อย่างไร ก็ต้องปรับตัวครับ ในทุกอาชีพ ทุกวงการ กันต่อไป ในวันที่โลก อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นใหม่ ได้เสมอ

Categories
บทความธุรกิจ

ตลาดหุ้นไทยไม่กี่วันที่ผ่านมา บอกอะไรเรา (กุมภา 63)

เรื่องนี้คนไม่ได้ลงทุน หรือรู้เรื่องหุ้น ก็อ่านได้ ที่จริงมีอีกบทความที่เขียนค้างไว้.. ก็นั่นแหละครับ เขียนค้างไว้เต็มตามเคย เป็นนิสัยที่พยายามแก้ให้ได้ เพราะเมื่อใดเขียนค้างจะค้างจริง ๆ กำลังพยายามเปลี่ยนนิสัยให้เขียนแล้ว เขียนให้จบในทันที 


เข้าประเด็น ราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าท่านจะสนใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผ่านมาอ่านแล้วก็อยากให้สนใจสักหน่อย นับจากประมาณวันที่ 13 ก.พ. จนถึง วานนี้ 28 ก.พ. ปีนี้ 2563 คือวันศุกร์ วันสุดท้ายของการทำการตลาดหุ้นไทยประจำสัปดาห์ เพราะหยุดเสาร์ อาทิตย์ (สำหรับคนที่ไม่รู้) ดัชนีหุ้นไทย ตก หรือ ลบ มากว่า 200 จุด จาก (ประมาณ) 1540 เหลือ 1340


คงมีคำถามว่า มันเยอะขนาดไหน คำตอบที่น่าจะพอเข้าใจได้คือ “วิกฤติ” ระดับหนึ่งเลย คงพอทราบจากส่วนหนึ่งว่า ไวรัสโคโรน่า เดิมหรือ โควิท (covid 19) ชื่อทางการปัจจุบัน ส่งผลกระทบไปทั่วโลกในระดับรุนแรง และวิกฤติในหลายประเทศ นี่ทำให้หลายคนมองว่า “ไม่แปลกใจ” ที่ตลาดหุ้นต้องสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์..


ตลาดหุ้นนั้น แม้เราจะไม่ได้เป็นนักลงทุน หรือสนใจดัชนีตลาด แต่ควรจะทราบอย่างหนึ่งว่าตัวตลาดหุ้นสามารถสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้ ในความขึ้นลงของตลาดหุ้นแต่ละวัน อาจไม่กระทบต่อคนทั่วไป เพราะก็เป็นปกติของปัจจัยรายวันที่ย่อมมีขึ้น ลง แต่หากเกิดการขึ้นลงรุนแรง ย่อมมีบางอย่างเกิดขึ้น และสะท้อนบางสิ่งที่ตามมา ใช่เพียงว่า สถานการณ์ สะท้อนตลาดหุ้นเท่านั้น..


ย้อนไปไม่นานมาก เหตุการณ์ระดับวิกฤติชัดเจน และตลาดหุ้นดิ่งลง หลายคนอาจจะทันและนึกถึงผลกระทบออก ถ้าเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดโดยตรงจากประเทศของเรา ผลลัพธ์ก็จะเร็ว และชัดเจน ในอีกด้าน ครั้งของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ ซับไพรม์ ที่เกิดไปเมื่อไม่นาน อันนี้คือตัวอย่างที่น่ากล่าวถึง..


(สำหรับคนที่อยากรู้ว่าวิกฤติทั้งสองเกิดอะไรขึ้น ก็ตามลิงก์ไปเลยครับ https://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย_พ.ศ._2540 ,

https://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ )


นอกจากวิกฤตการเงินโดยตรง ก็ยังมีวิกฤติการเมือง และช่วงน้ำท่วมใหญ่ด้วย ที่ทำให้ตลาดหุ้นดัชนีแย่ลง แต่คล้ายที่กล่าวไป หากเป็นปัจจัยภายในประเทศ เราก็พอจะเห็นผล รับรู้ หรือคาดเดาสถานการณ์ได้..


แต่ถ้ามันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยภายในประเทศโดยตรง หรือเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นครั้งวิกฤตซับไพรม์ ในตอนแรกมีหลายคนคิดว่า.. “มันไม่เกี่ยวกับบ้านเรา” หรือไกลบ้านเรา ในขณะที่ตลาดหุ้นตอบรับก่อนทันที คนทั่วไปยังไม่ได้รับผล แต่หลังจากนั้นไม่นาน เศรษฐกิจก็เข้าสู่ภาวะซึมยาวนับปี จนภายหลังมาตรการแก้ปัญหาของสหรัฐ เข้ามาพอช่วยได้ภายหลัง..


กลับมาในยุคปัจจุบัน ที่จริงหลายคนก็มองและรู้สึกอยู่ว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ในภาพรวมนั้น ประเทศเรามีการเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอยู่เรื่อย ๆ เช่น เดิมภาคการเกษตร มาสู่อุตสาหกรรม มาสิ่งทอ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นการท่องเที่ยว กล่าวคือ แม้จะมีการส่งออกในหลายอุตสาหกรรม แต่ตัวนำหลักนั้นย่อมสำคัญ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงภาครัฐ และการลงทุนก็จะชัดเจน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เดี๋ยวจะเข้าใจยากเกินไป เอาเป็นว่า เมื่อจุดแข็งเปลี่ยนบ่อยเราก็ผลักดันจุดแข็งยาก และเศรษฐกิจด้านหนึ่งอาจไม่ดี แต่อีกด้านดีอยู่ มันก็เลยทำให้ภาคใหญ่ไม่ได้แย่ (แต่ก็ไม่เด่น) ไม่ต้องกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ


ตลาดหุ้นก็เลยยังไม่ได้สะท้อนออกมามากนัก ประกอบกับความนิยมในการลงทุน “กองทุน” และกองทุนมีหน้าที่ลงทุน.. นี่ก็อีกปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ราคาตลาดหุ้น ไม่ค่อยชัดเจน จนวันที่วิกฤตหนักขึ้น ถึงสะท้อนออกมา กูรูหลายท่านจึงบอกว่าแม้จะลงมาเยอะ ณ วันนี้หุ้นไทยก็ไม่ถือว่าถูก.. ประมาณว่า ก็สมควรแล้ว..


แต่ประเด็นก็คือ (เกือบพาไปนอกเรื่อง) การที่ตลาดหุ้นสะท้อนออกมา นี่สื่อถึงความจริงทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ไม่ทันที ทันใด และอย่าคิดว่าคนทั่ว ๆ ไปจะไม่ได้รับผลกระทบ จากอดีตหลายครั้งจะพบว่า ผลกระทบมันมี แต่จะมาเรื่อย ๆ ค่อยแย่ และแย่มากสำหรับบางคน ส่วนตัวมองว่า ตราบใดที่ไวรัสยังคุมไม่ได้ อะไรก็ยังไม่ชัดเจน และแม้ภาพรวมจะดีขึ้น ก็จะมีผลไปอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน ถ้าให้ว่ากันตามความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ ก็หลังครึ่งปีอย่างน้อยถึงอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้น (พ้นจุดแย่สุด) ก็ต้องลุ้นด้วยว่า ไวรัสคุมหรือจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงยัง..


ที่พยายามเขียนอธิบายมา ก็แค่เพื่ออยากเตือน การลงทุน การเงิน การใช้ชีวิตช่วงนี้ ก็ให้ระมัดระวังกันไปก่อน แต่ไม่ห้ามใครลงทุน ใช้เงินอะไร ใด ๆ นะครับ ปัจจัยโอกาสมันแตกต่างกัน ด้วยความปรารถนาดี เราจะผ่านพ้นช่วงนี้ไปด้วยกันครับ

Categories
บทความธุรกิจ

ผู้ทวีปัญญา Multipliers ในสังคมเรา ๆ

“Multipliers” เป็นหนังสือเกี่ยวกับผู้นำ การจัดการคน บริหารคน เขียนโดย Liz Wiseman และ Greg McKeown แปลเป็นไทยชื่อ “บริหารแบบผู้นำ สร้างคนให้เป็นอัจฉริยะ” โดยคำว่า Multipliers ในเล่มนี้แปลไว้ว่า “ผู้ทวีปัญญา” หรือ “ผู้นำแบบทวีปัญญา” เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่ง

ก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ในเวลา ใกล้ ๆ กันผมอ่านเรื่องนี้ต่อจาก Mindset โดย Carol Dweck ซึ่งก็ชื่นชอบ และมีแก่นแนวคิดที่ไม่ต่างกันนัก แต่สำหรับ Multipliers เป็นหนังสือเน้นไปในทางการเป็นผู้นำ เมื่อผมลองนำมาปรับใช้ และตั้งสังเกต กลับพบว่าอาจมีปัญหากับสังคมไทยบางประการ..

ย้อนไปที่หนังสือกันก่อน ผู้เขียนเล่มนี้ได้วัตถุดิบมาจากการวิจัย และสรุปวิเคราะห์ออกมาว่าผู้นำมีสองประเภท คือ “ผู้บั่นทอนปัญญา (Diminishers)” และ “ผู้ทวีปัญญา (Multipliers)” ซึ่งมีความตรงข้ามกันชัดเจน ทว่าข้อสังเกตหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ เหล่าผู้นำ หรือ รายชื่อองค์กรท้ายเล่ม เกินครึ่งเป็นบริษัทมีชื่อเสียง และมักเป็นบริษัทฝั่งตะวันตก ตรงนี้อาจมีบริบทต่างกันกับบ้านเรา และแม้จะมีบางส่วนที่เป็นเอเชีย แต่สังเกตได้ว่าเป็นองค์กรที่มีความแตกต่างบางประการ โดยจะกล่าวต่อไปในตอนท้าย ซึ่งชี้แจงตรงนี้ไว้ก่อนว่า  ผมไม่ได้กำลังบอกว่าหนังสือเล่มนี้ใช้ไม่ได้ หรือไม่ดีนะครับ ถ้าใครอยากรู้หนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร หากไม่มีเวลาหรือหาอ่านไม่ได้ในตอนนี้ ลองอ่านสรุปจากเว็บไซต์นี้ดูก่อน เขาเขียนไว้ดีทีเดียว >> ข้อคิดจากหนังสือ Multipliers (ผู้นำแบบทวีปัญญา)

แต่ถ้าสรุปว่ากันที่นี้ ความเป็น Multipliers หรือผมขอใช้คำไทยตามหนังสือว่า “ผู้ทวีปัญญา” หากว่ากันโดยเข้าใจง่าย ๆ คือ เป็นผู้นำแบบสร้างคน ผลักดัน เล็งเห็นศักยภาพของคนได้ดี ในทางตรงกันข้าม หากเป็น “ผู้บั่นทอนปัญญา” ตัวอย่างก็เช่นว่าทำตัวเสมือน เจ้าผู้ครองนคร คือ เก็บทรัพยากรทุกอย่างไว้กับตัว ตัดสินใจจากตัวเองเป็นหลัก ซึ่งจะบอกว่าเผด็จการทางความคิด ทางการจัดการนั้นก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะยังมี “ผู้บั่นทอนปัญญาโดยไม่เจตนา” เป็นคนที่เข้าใจบางอย่างผิด เช่น คิดว่าการเป็นผู้นำ ต้องเก่งทุกอย่าง

ข้อดีมาก ๆ ในการมีผู้นำแบบทวีปัญญาคือ องค์กรจะอุดมไปด้วยทีมงานที่มีศักยภาพ เสมือนทีมที่มีแต่คนเต็มใจวิ่ง ไม่เดิน ไม่ถ่วง แน่นอน แบบนี้ ทีมไปได้เร็ว ได้ไกล โดยหากเรานำมาใช้ หน้าที่หนึ่งของผู้นำแบบนี้ ก็ต้องจุดไฟ ให้ความเชื่อมั่น และจูงใจให้ “วิ่ง” ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นหัวหน้า และนำไปใช้ในทีมงานหรือองค์กรบ้านเรา คำถามแรกที่อาจโดนสวนกลับมาคือ..

” จะให้วิ่งไปไหน?.. “

จากนั้นคำถามจะตามมาทำนองว่า วิ่งทำไมให้เหนื่อย?.. ถ้าคุณนึกออกจะเห็นภาพชัด และอาจกำลังยิ้มหัวเราะกับสภาพการที่เป็นจริงเช่นนี้ ด้วยเพราะพื้นฐานของสังคมที่อาจไม่ใช่จำเพาะประเทศไทย แต่ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา อันมีพื้นฐานเรื่องงานว่า คือ “เงิน” มิใช่ คุณค่า หรือว่าสิ่งที่รัก, สิ่งที่อยากทำ และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเป้าหมายชีวิต ซึ่งมีบ้างคนเลือกงาน เลือกทำ แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ส่วนน้อย” และใช่ว่าจะผิดที่ใคร ในสภาพเศรษฐกิจ สวัสดิการ คุณภาพชีวิตที่ยังไม่มากพอ การทำงานเพื่อเงินก็ย่อมต้องมาก่อน

ถ้าจะมีข้อยกเว้น ก็ย่อมเป็นองค์กรที่ใหญ่พอ มีฐานเงินเดือนที่สูง สวัสดิการที่ดีเยี่ยม รวมทั้งภาพลักษณ์องค์กรดีพอให้คนอยากเข้าไปทำงาน แต่หากประเมินแล้ว ในบ้านเรานั้น คงมีไม่กี่องค์กร และไม่กี่ตำแหน่งงานหากเทียบสัดท่วนทั้งประเทศ..

ดังนี้ หากมองแง่บริหารงานมันก็ลำบากตั้งแต่ต้น พื้นฐานการบริหารงานบุคคล 3Rs ก็ตกม้าตายตั้งแต่ R แรก Recruitment การคัดสรร คัดเลือก หรือรับสมัคร ก็ในเมื่อ คนส่วนใหญ่อยากสมัครเข้ามาทำงานเพราะ ต้องทำงาน “หาเงิน” เพียงเท่านั้น เมื่อผู้นำพยายามเสาะหา พรสรรค์ แรงจูงใจ มันก็อาจไม่เจอ หรือเจอแต่สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยอย่างยิ่งทุกวันนี้ เช่น เป้าหมายคือเก็บเงินไป ไปเที่ยวที่หรู รถยนต์ราคาแพง ไปทำศัลยกรรม.. สวย/หล่อ และ “ให้ชีวิตดูรวย” มากต่อไป.. ซึ่งสำหรับคนที่เข้ามาทำงานเพราะว่ามันเป็นเป้าหมายหนึ่งของชีวิตที่อาจมีแต่ไม่มากนั้น ก็แทบไม่ต้องการผู้นำกระตุ้น เพราะมีแรงจูงใจตัวเองอยู่แล้ว สิ่งนี้หมายถึง ผู้นำก็ควรไปกระตุ้นกลุ่มที่ไม่ได้มีใจกับงานแต่แรก ซึ่งยาก..

แง่นี้ ผิด ถูก นั้นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับกันคือ เมื่อทำงานเพราะเงิน มันก็ไร้แรงจูงใจในสิ่งที่ทำ รวมถึงหลายคน จงใจเลือกงานที่ไม่ต้องการใครมากระตุ้น เช่น การเป็นพนักงานออฟฟิศ เป็นแอดมิน ทั่วไป ก็จะทำงานที่เป็นงานวนซ้ำ ประจำวัน ที่เขาจะไม่เดือดร้อนและพึงพอใจด้วยซ้ำกับความปลอดภัย มั่นคงตรงนี้ ที่จะมีเงิน (ปัจจัยการทำงานหลัก) เข้ามาแน่ ๆ และในส่วนองค์กรเราชอบใช้คำว่า “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในยามที่ชื่นชม ทว่ามีไม่กี่คนหรอกที่ทุ่มเทในความเป็น “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ได้จริง ๆ พึงพอใจมันได้จริง ๆ ลึก ๆ ล้วนอยากมีผลงานและคุณค่า ที่ในโลกความเป็นจริงเหมือนว่าผู้อยู่เบื้องหลังจะมีมากเกินไป.. 

คนที่เขาต้องการอยู่นิ่ง ๆ ปลอดภัยในงาน ก็เป็นเรื่องยากสำหรับ ผู้ทวีปัญญา อย่างแน่นอน เพราะจะกลายเป็นมุมว่า อาจไปทำลายความสุข ความมั่นคงของเขา.. ใครล่ะ จะยอม..

ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) ที่ฝังลึก.. 

จุดเริ่มต้นที่ไร้แรงจูงใจ อาจเริ่มจากการ ไม่ได้อยากอยู่ อยากเป็น อยากทำ.. งานตรงนี้ จะหาศักยภาพที่สูงสุดของเขาอย่างไรกัน? ถ้าวันนี้ลูกน้องเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือน ที่มีบ้านมีรถต้องผ่อน ซึ่งจริง ๆ แล้ว เขาคนนั้นอาจเป็นคนวาดรูปเก่ง หรือ ร้องเพลงเพราะ เคยอยากเป็นศิลปิน คุณในฐานะหัวหน้าจะพาเขาวิ่ง ในงานออฟฟิสได้อย่างไร? แถมเมื่อเขาค้นพบตัวเอง เขาอาจหันไปวาดภาพ ร้องเพลงเป็นงานนอกเวลา ทีนี้ยิ่งมองว่างานประจำเป็นภาระ หรือไม่สำคัญเข้าไปใหญ่..

แน่นอนในหลายสาขาอาชีพ ทำได้เพราะเขารู้ว่า “เขาเลือกไปเป็นอะไร” ทำอาชีพอะไร ตั้งแต่ต้น แต่ดังที่กล่าวไป ในที่นี้ใช้คำว่า “ส่วนใหญ่” เอาไว้ก่อน ที่ในอีกปัจจัยของปัญหาคือคำว่า ระบบอุปถัมภ์ ทำงานดีหัวหน้าเห็น แต่ “ผู้ใหญ่” ไม่ชอบ ทำงานเด่น ความสามารถสูง “แต่ยังเด็ก” เกินไปกระทั่งการแสดงความสามารถบ่อยครั้งนั้น มันเป็นการข้ามหน้าข้ามตา.. (พอเขียนแล้วก็นึกได้ว่า ผมก็เคยโดนมากับตัวเองชัดเจน) แม้กระทั่งในงานที่เป็นลักษณะ ครีเอทีฟ ผลงานวัดกันได้ชัดเจน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าเด็กขึ้นมาเป็นหัวหน้าก็มีปัญหามาก.. อยู่ดี

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากผู้นำทวีปัญญา พยายามผลักดันใครไปสักคน เขาอาจถูกคนรอบข้างกดดันกลับมาให้ไม่กล้า ไม่อยาก ไม่วิ่งไปต่อก็เป็นได้ ในเมื่อต้องเสมือนว่า เด่น นำหน้าไปก่อนคนอื่นเขา ด้วยสังคมเอื้อหนุน ที่เหมือนจะดีนะ ถ้าไปไหนไปด้วยกันเป็นทีม แต่ความเป็นจริงหาเป็นทีมที่แท้จริงไม่..

ผู้นำทวีปัญญาหนึ่งคนชื่นชมลูกน้องคนหนึ่ง หลายครั้ง ก็ไม่อาจทาน ผู้ตามอิจฉา 4-5 คนกดดัน คนนั้นให้ตกไป และอยู่สบาย ๆ ใน Save Zone โซนปลอดภัยไปดีกว่า.. เพราะว่าภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ส่วนหนึ่งมันก็คือคำว่า “พวกพ้อง” อาจมองว่าถ้าเก่งจริง ก็ต้องพาทั้งองค์กร วิ่งไปด้วยกันได้ แต่บนความเป็นจริง ผู้นำหลายคนไม่ได้มีแรง มีอำนาจขนาดนั้น เป็นเพียงผู้จัดการแผนก หัวหน้าส่วน ที่สุดท้ายต้องยอมถอยมา รอ พวก ๆ กันดีกว่า ปลอดภัย ไม่งั้นไม่เพียงลูกน้องคนที่โดนชมจะโดนรังแก หัวหน้าเองอาจเอาตัวไม่รอดก็เป็นได้

และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้นำสูง ๆ ในหลายองค์กร มิได้ทวีปัญญา แต่โตด้วยเพราะอุปถัมน์กันขึ้นมาเช่นกัน หากใครจะพยายามทวีปัญญา เชื่อเถอะว่า ต้องฝ่าดงอรหันต์นั้นไปให้ได้ (ซึ่งเป็นไปได้ยากในการฝ่าผู้นำอื่น ๆ ที่เป็นประเภทบั่นทอนปัญญา) และแม้เป็นหน่วยที่พัฒนาได้ ดูเก่ง ดูล้ำเกินไป มีหวังได้แตกเป็นเสี่ยง ๆ แยกทีมนี้ เพื่อหวังดึงคนเก่งกระจัดกระจายออกไป เจอแบบนี้เข้าไป ผู้นำทวีปัญญาที่ไหน ก็ท้อเป็น…

ถึงตรงนี้อาจดูกลายเป็นว่า ผมเขียนเรื่อง ผู้ทวีปัญญา หรือ Multipliers นี้แง่ลบเกินไป หรือตำหนิสังคมบ้านเรา แต่เปล่ามีเจตนาเช่นนั้นเลย มันเป็นแค่ส่วนเดียวของความจริง ที่ยังมีมุมอื่นอีกมาก และผมก็ยังเห็นดีงามในเรื่องนี้ เพราะเชื่อเรื่อง Mindset ทว่า ปัจจัยบุคคล กับปัจจัยแวดล้อม หรือปัจจัยภายใน กับปัจจัยภายนอก ก็ล้วนมีส่วนทั้งคู่ และต้องยอมรับว่า ปัจจัยภายนอก เป็นสิ่งที่เรายากจะไปทำอะไรกับมัน ก็หวังเพียงว่าเราทุกคนที่แม้ไม่ใช่ผู้นำ จะพยายามเปลี่ยนค่านิยม สนับสนุนคนเก่ง เลิกยึดติดเพียงความเชื่อ อิจฉา บั่นทอน หรือดึงคนอื่นให้ต้องมาอยู่ระดับเดียวกับตัวเองตลอด มองความเท่าเทียม ว่าไม่จำเป็นต้องเท่ากัน และยึดมั่นในความยุติธรรมแท้จริง สังคมไทย จะได้มี Multipliers มาก ๆ พัฒนาคนไปในแบบก้าวหน้า ยุติธรรม ฝ่าระบบเก่า ๆ ค่านิยมเดิมอันที่ขัดขวางความก้าวหน้าของคนให้พ้นไป.. ต่อไป

Categories
บทความธุรกิจ

ถุงพลาสติก เลิกใช้ถุง.. เพื่อใคร?

ช่วงนี้เราจะเห็นกระแสร้านค้าใหญ่ ๆ เลิกและงดให้ถุงพลาสติกไม่ว่าจะเป็นห้างฯ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและอีกหลายที่ ที่เห็นเป็นข่าวแบรนด์เสื้อผ้าดังอย่าง uniqlo (สาขาในไทยยัง จากที่ไปซื้อยังได้ถุงพลาสติกอยู่) และล่าสุดกับการประกาศของ 7-11 ที่จะยกเลิกในปี 2020 กล่าวคือ ปีหน้านี้เอง ซึ่งจะมีการทดลองในช่วงปลายปีนี้

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผมเคยคิดหลายครั้ง จากการที่เห็นในหนัง ภาพยนตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก ซุปเปอร์มาร์เก็ตของต่างประเทศ มักจะให้ถุงกระดาษ คนที่ไปซื้อของก็หอบกันเอา หลายฉากก็จะมีการทำหล่น ทำขาด แม้กระทั่งทำทีว่าถือถุงซื้อของมาเหล่านี้ แต่ข้างในเป็นปืน

ตอนดูหนังก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า ทำไมไม่ใช้ถุงพลาสติกกันนะ มันสะดวกกว่าเยอะเลย หิวได้ ถ้าเทียบกันก็ขาดยากกว่า (เว้นแต่เจอถุงพลาสติกบางจริง ๆ)

“สมัยก่อนมีถุงโชคดี” 

ไม่นานมานี้พี่ท่านหนึ่ง ได้โพสต์ถุงกระดาษที่เป็นถุงกล้วยแขกแล้วเขียนคำบรรยายใต้รูปนั้นว่า เคยพับขาย ผมก็ไปตอบว่า เคยเช่นกัน เคยพับขาย และนึกย้อนไปอีกว่าสมัยก่อนร้านค้าจะให้ถุงกระดาษที่เราเรียกกันว่าถุงโชคดี โดยจะมีข้อความว่าโชคดีประกอบกับดารา หรือรูปเหมือนดารา แฟชั่น หรืออื่น ๆ บางแบบอีกด้านมีตารางสี่เหลี่ยมใช้สำหรับเล่นหมากฮอสได้ บางทีก็เป็นเกมส์งูตกบันได (ที่ทุกวันนี้บางคนอาจไม่รู้จัก) บ้างก็ไม่ได้เขียนโชคดี แต่เขียนว่า สวัสดี แต่ที่นิยมกว่าน่าจะเป็นคำว่าโชคดี เพราะหลัง ๆ เราก็จะพูดถึงกันในชื่อว่า “ถุงโชคดี”

เชื่อว่าประเด็นหนึ่งคือ ในสมัยก่อนนั้นถุงกระดาษต่าง ๆ น่าจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าถุงพลาสติก ในยุคที่แรงงานถูกกว่าเครื่องจักร โรงงานคือศูนย์รวม “คน” มากกว่า “เครื่องจักร” ในการทำงาน การพับถุงนั้นก็ไม่ได้ยากอะไรสำหรับฝีมือแรงงาน หรือถ้ามีเครื่องจักร การออกแบบ ก็ไม่น่าจะซับซ้อนนัก แต่พลาสติกในทางวิศวกรรมยุคนั้นอาจยุ่งยาก เครื่องจักรย่อมแพงมาก รวมถึงต้นทุนเม็ดพลาสติกอาจยังสูงอยู่

ของเล่น ยังทำจากสังกะสี ไม้ เหล็ก ของใช้ อีกหลายอย่างก็เช่นกัน นัยหนึ่ง อาจด้วยเพราะ พลาสติกน่าจะถือว่าเป็นนวัตกรรมในสมัยนั้น อะไรที่มาใหม่ก็ย่อมแพง..

วันเวลาผ่านไปก็เป็นอย่างที่เห็น สิ่งของต่าง ๆ ล้วนทำจากพลาสติก ไม่ก็มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ ถุงพลาสติกใช้กันอย่างเกลือนกลาด แม้ปัจจุบันจะมีการระลึกรู้แล้วว่า เป็นสิ่งที่สร้างมลพิษให้กับโลก (ที่จะว่าไปพลาสติกมีหลายเกรด) แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจการลดต้นทุนยังคงสำคัญกว่า ใครถ้าใช้ถุงกระดาษก็จะเสียเปรียบด้านราคาคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าผู้บริโภคก็มีส่วนด้วยความเคยชิน ซึ่งบางทีมันก็ไม่ใช่ มันน่าจะเรียกว่าความจำเป็น

ณ ปัจจุบัน กระแสอนุรักษ์แรงพอที่จะให้ห้างร้านต่าง ๆ เริ่มรณรงค์ งดแจกถุง ผู้คนส่วนใหญ่ ต้องยอมรับ Tops แถวบ้านผม มีทางเลือกให้คือใช้กล่อง(จากกล่องสินค้าเก่า) สำหรับใส่ของ Gourmet Market ไม่แจกเป็นบางวันแล้ว  แม้ 7-11 ยังแจกอยู่ แต่.. Makro ไม่มีมานานแล้ว..

“งดใช้ถุงพลาสติก แล้วถุงอื่นละ? “

กระแสนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องการงดใช้ถุงพลาสติก ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรในเชิงอนุรักษ์ แต่..

การเลือก “ไม่ให้ถุงอะไรเลย” นี้ประโยชน์แรกตกที่ใคร? ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า การให้หิวถุงผ้า กระเป๋า เพื่อจงใจไปซื้อของนั้น เป็นเรื่องทำได้ ทว่า หลายคนอาจซื้อของน้อยชิ้น แม้ผมปกติเป็นมนุษย์ซื้อของมีแบบแผน ซื้อทีหนึ่ง หลายชิ้น หลายอย่าง เพราะคิดว่าการต้องไปซื้อบ่อย ๆ เปลืองเวลา ต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ถ้าเป็นแบบผม ต้องหอบหิ้วถุงผ้ากี่ใบ เดินไปเดินมา ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ไปซื้อของเพียง เรื่องเดียว อาจไปทานข้าวด้วย หรือไปดูสินค้าอื่นที่ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า คุณ ก็ต้องหิ้วถุงผ้าเหล่านั้นของคุณไป ยิ่งถ้าคุณมีลูกเล็ก ๆ ด้วยละก็.. คิดดูนะครับ ถ้าคุณต้องพกถุงผ้าทีละ 4-5 ใบ..

แล้วในกรณีที่ ซื้อโดยไม่ได้วางแผนล่ะ?

หลายครั้ง เราก็ไม่ตั้งใจที่จะซื้อของ ว่ากันตามตรง ผมไม่ได้เดือดร้อนอันใดกับห้างฯ ร้านใหญ่ ๆ เพราะปัจจุบันก็คล้ายไปซื้อของ Makro (ค่อนข้างซื้อประจำ) คือ ซื้อแล้วก็ใส่รถเข็น แล้วก็เอาไปใส่ท้ายรถ แต่คนทั่วไป ที่ไม่มีรถยนต์ หรือ ต้องโดยสารรถประจำทางล่ะ? ดีว่าผมอยู่ต่างจังหวัดด้วย การใช้ชีวิตใน กทม. อาจกลายเป็นว่า คนจะอยากใช้รถส่วนตัวไปซื้อของมากขึ้น รถติด มลพิษเพิ่ม?

ผมไม่ได้กำลังบอกว่า ไม่ควรเลิกแจกถุงพลาสติก แต่แปลก ผมเองได้ซื้อถุงพลาสติกชนิดหนึ่งมาใช้ เพื่อแจกของในการทำกิจกรรม ข้างถุงเขียนว่า “สามารถย่อยสลายได้” ผมจึงเลือกซื้อถุงนี้มา

รวมถึงย้อนมองไป เลิกถุงพลาสติก ทำไมไม่แจกถุงกระดาษ (ก็ยังดี) คิดอีกทีก็พบว่า นี่มันเพิ่มต้นทุนกว่าพลาสติก และไอถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ ก็คล้ายว่าจะแพงกว่า…

แอบคิดไปเองว่า การเลือกสร้างภาพอนุรักษ์ด้วยการผลักภาระให้กับคนซื้อของจึงง่ายกว่า เรื่องที่เล่ามานี้ เพียงแค่บอกว่าบางทีนโยบายนี้ ควรทบทวน ว่าอนุรักษ์ หรือ ลดต้นทุน ได้มากกว่ากัน.. (ล่าสุดที่เห็นคือ มีการขายถุงผ้า ถุงกระดาษแทน.. ขายนะครับ ไม่ใช่แจก..)

ปล.เรื่องนี้เป็นเพียงข้อสังเกต เข้าใจว่าหลายร้าน, แบรนด์คงไม่ปล่อยให้ลูกค้าถือของไปเฉย ๆ เหมือน Tops และมีอีกหลายส่วนคงใช้ถุงกระดาษแทน เช่น uniqlo

Categories
บทความธุรกิจ

ถ้าธุรกิจไม่มี Facebook!?

ถ้าเราทำกิจการ, บริษัท, ธุรกิจ, หรือร้านค้า โดยไม่มี Facebook ได้ไหม? คำตอบในปี พ.ศ. 2563 นี้เห็นที่จะไม่ได้ แม้จะจำเป็นที่สุดต่อธุรกิจหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ก็คิดในทำนองว่า “มี ดีกว่า ไม่มี” แต่ถ้าเราไม่มี Facebook ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ?…

 

จากประเด็นข่าวในช่วงเดือน สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา การพยายามปิดกัน “กลุ่ม” ใน Social media คือ Facebook ของประเทศไทย ซึ่งประเด็นปัญหาจากเรื่องการเมือง โดยในทีนี้จะพูดในแง่ บทความธุรกิจ จึงไม่ได้เขียนเกี่ยวข้องกับเนื้อหา หรือมีความเห็นต่อข่าวนั้นแต่อย่างใด เพียงแต่จากประเด็นดังกล่าวทำให้คิดได้ว่าหากประเทศไทยเราแบน (ban) Facebook  ม่ให้ใช้ขึ้นมาเหมือนประเทศจีนจะเป็นอย่างไร?..

 

เบื้องต้นภาคประชาชนทั่วไป (ที่ไม่เกี่ยวด้านการค้าขาย) คงมีความเดือดร้อนแตกต่างกันไป เริ่มจาก เสียดายรูปภาพ, เสียดายเรื่องราวที่เคยโพสต์ เคยเขียน, กลัวหาเพื่อนไม่เจอ ต่อมาก็จะมีปัญหาเรื่องการผูกบัญชี คือใช้ Facebook สำหรับล๊อกอิน อาจจะจำไม่ได้ว่าผูกเว็บไซต์ หรือบริการไหนไว้บ้าง (ส่วนตัวผมไม่ค่อยจะผูกอะไรที่สำคัญ ๆ เพราะความสะดวกก็จะแลกมาด้วยความปลอดภัย)

 

ซึ่งเชื่อว่าแม้จะกระทบในวงกว้าง แต่ก็น่าจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะที่สุดแล้วแง่ผู้ใช้ทั่วไป ก็สามารถใช้ตัวอื่น แอพอื่น ทดแทนไปในที่สุด (ต่อไปจะขอเขียนคำว่าเฟซบุ๊ก Facebook สั้น ๆ เป็น FB)

ถ้าธุรกิจไม่มี Facebook แล้ว?

แต่ถ้าเป็นภาคธุรกิจล่ะ ไม่ว่าจะค้าขายทั่วไป ไปจนบริษัทใหญ่ ผลกระทบอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ลองมาช่วยกันคิดวิเคราะห์ดู แน่นอนว่าประเด็นหลัก ๆ คงเป็นเรื่องแง่มุมทาง “การตลาด” สำหรับผมจะแบ่งเป็นข้อ ๆ โดยผลกระทบย่อมมีความแตกต่าง ขึ้นอยู่กับประเภท และขนาดของธุรกิจ ทีแรกผมก็จะเขียนแยกกันระหว่างประเภท กับขนาด เพียงแต่บางมุมก็ไม่ต่างกันจึงนำมาเป็นข้อย่อยเดียวกัน ดังนี้

  • แบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และ ธุรกิจกับรัฐ (B2G)

ประเภทธุรกิจเหล่านี้ FB แทบไม่มีความสำคัญใด ๆ เลย เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดหา หรือ ต้องมีการประชุมนำเสนอ ทำข้อตกลง ไปจนถึงการประมูล ที่ไม่ใช่ส่งถึงคนจำนวนมากหรือบุคคลทั่วไป ดังนี้ FB จะมีหรือไม่ก็ไม่สำคัญ

  • แบบธุรกิจต่อลูกค้า (B2C)

กลุ่มนี้ย่อมมีผลกระทบโดยตรง เพียงแต่จะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งานของธุรกิจนั้นว่าใช้ด้านใด จัดจำหน่าย หรือ ประชาสัมพันธ์ และจะกระทบมากขึ้นหากใช้เป็นช่องทางหลัก ซึ่งธุรกิจโดยรวมก็จะเป็นประเภท  B2C คือบริษัทขายสินค้าสู่ผู้บริโภคทั่วไป  แต่มีความแตกต่างกันในด้านของขนาดธุรกิจและช่องทางการจัดจำหน่ายเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจแยกแยะได้ตามข้อต่อ ๆ ไป

  • ธุรกิจขนาดใหญ่

โดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจหรือแบรนด์ขนาดใหญ่ใช้ FB เป็นเพียงหนึ่งในช่องทางสื่อสาร เพราะไม่ได้จัดจำหน่ายเองโดยตรง แม้จะมีประโยชน์ในการสื่อสารหลายด้าน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดมีผลกระทบ หรือขาดไม่ได้ เพราะการอาศัยเป็นเพียง “ช่องทาง” ที่ตามรอยผู้บริโภคไป ไม่ใช่การชี้นำ กล่าวคือ เพราะคนเล่น FB เยอะจึงตามไปประชาสัมพันธ์ โฆษณาใน FB หากไม่มี FB ผู้บริโภคหันไปใช้อะไร ธุรกิจหรือแบรนด์ก็ตามไปประชาสัมพันธ์ตรงนั้นแทน และปกติก็มักมีการกระจายช่องทางประชาสัมพันธ์ไม่ใช่แต่ FB อยู่แล้ว มีการวางแผนงบประมาณ กล่าวคือไม่น่าจะกระทบอะไรนัก นอกจากปรับแผน ปรับกระบวนการกันไป

  • ธุรกิจขนาดเล็ก – กลาง

หรือจะบอกว่า SME ก็ได้ บริษัทขนาดกลาง ขนาดเล็ก ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างจากบริษัท หรือแบรนด์ขนาดใหญ่ คือ ส่วนใหญ่ใช้เป็นเพียงช่องทางประชาสัมพันธ์ บางแห่งก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจริงจังด้วยซ้ำ (ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ) โดยอย่างยิ่งทุกวันนี้หากธุรกิจเน้นช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ก็น้อยนักที่จะซื้อขายผ่าน FB โดยตรง แอพอย่าง Shopee หรือ Lazada สะดวกกว่ามาก หรือการขายผ่านเว็บไซต์เลยก็ไม่ยากและมีประโยชน์กว่าในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งช่องทางเหล่านี้ก็มีแนวทางการตลาดที่แตกต่างกันไป ที่เห็นน่าจะกระทบกว่าคือเรื่องการสมัครงาน ที่บริษัทขนาดนี้มักใช้ประโยชน์กันมากกว่า

  • ธุรกิจรายย่อย

ในกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้มากที่จะส่งผลกระทบในเบื้องต้น เพราะหากลงทุนสร้างฐานไว้กับ FB มาก เช่น มียอด follow หรือยอด Like มาก ก็จะเสียฐานลูกค้าไปโดยทันที รวมทั้งอาจจะลำบากในการหาช่องทางประชาสัมพันธ์ที่ฟรี หรือต้นทุนต่ำเช่นนี้ ซึ่งหลายคนสร้างทุกอย่างจากบนนี้ทั้งสิ้น ตั้งแต่สร้างแบรนด์ ช่องทางประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น ไปจนถึงจัดจำหน่ายเป็นหลักเลยก็มี เหล่านี้ก็จะกระทบหนัก การจะปรับแผนจาก FB ไปสื่ออื่น ๆ ไม่การันตีว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คนอาจจะไม่รู้จัก หลงลืมไปเลยก็ได้ แต่ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการด้วย

  • กิจการส่วนบุคคล P2C

ที่จริงจะหาคำนิยามให้คำนี้ ๆ อย่างเป็นทางการชัดเจนยังไม่ได้ แต่เป็นประเภทที่มีเยอะมากในทุกวันนี้ ที่ส่วนหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นการ “ขายตรง Direct sell” แต่คำนี้ถูกนำไปเป็นเชิงลบเสียแล้ว เพราะการขายตรงจริง ๆ ก็คือระหว่างบุคคลสู่ลูกค้าโดยตรง มีทั้งทำเป็นอาชีพเสริมและหลายคนประกอบเป็นอาชีพหลัก เราจะเห็นมากมายในการที่นำสินค้ามาขายให้กลุ่มลูกค้าของตนเอง โดยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสินค้าบริษัทตัวเอง แบรนด์ตัวเอง ที่ทำเองผลิตเองก็มีแต่ไม่มาก

ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบตรงและชัด เพราะปัจจุบันคือช่องทางหลักของพ่อค้า แม่ค้ากลุ่มนี้ ส่วนหนึ่งที่ “อาศัย” เป็นช่องทางปกติ ก็ได้รับผลกระทบมากแล้ว แต่หลายรายต้องลงทุนด้านการเรียนรู้ สร้างเทคนิค มีทีมงาน เช่นการ live ขายสินค้าแบบมืออาชีพ การซื้อโฆษณา การสร้างเนื้อหา คอนเทนท์ ต่าง ๆ ที่ไม่อาจเรียนรู้หรือทำได้ชั่วข้ามคืน หรือทำได้โดยลำพัง และหากต้องปรับตัวมันคือการนับ 1 ใหม่ที่ใคร ๆ คงไม่อยากเจอ..

การเปลี่ยนแปลงของอาชีพ

นอกจากคนทำธุรกิจแล้ว ยังมีบางสาขาอาชีพ ที่เกิดและเติบโตมาแบบพึ่งพา FB 100% เช่น โค้ชสอนยิงแอดโฆษณา, คนทำเพจรีวิว ต่าง ๆ Influencer หรือเพจดัง ๆ ที่ได้รับสปอนเซอร์เป็นหลัก หรืออาชีพจำเพาะอื่น ๆ ที่ผมสรุปออกมาได้ไม่หมดและมีที่เรายังไม่รู้อีกพอสมควร กลุ่มเหล่านี้ถ้าเป็นธุรกิจก็อาจเรียกได้ว่าเสี่ยงที่จะเจ๊งกว่าใคร เพราะคงหมดโอกาสสร้างรายได้ไปในทันที

โดยรวมแล้วกลุ่มนี้ก็ไม่ต่างจากคนค้าขายบางกลุ่มดังที่กล่าวไป เพราะพึ่งพาอาศัย FB มาก ทางรอดคือต้องนับ 1 ใหม่ แต่ก็ไม่ง่าย และไม่อาจมั่นใจในทิศทางและผลลัพธ์ที่จะออกมา

แง่ผู้บริโภค

มีไม่น้อยที่เรามักจะเป็นแฟนสินค้า หรือเชิงธุรกิจอาจเรียกว่าเป็นกลุ่มลูกค้าภักดี (loyalty) ที่ต้องเจอความยุ่งยากในการติดตามสินค้าที่เราชื่นชอบ แต่แนวทางการปรับตัวก็ไม่ต่างจากการใช้งานประจำวัน คือเชือว่าน่าจะมีแอพอื่นมาแทนที่ให้เราได้ติดตามเหมือนเดิม

ส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมที่มีต่อสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมักใช้บน FB คือ ดูความสดใหม่ ความเคลื่อนไหวปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าเป็นการตรวจสอบ หรือต้องการใช้เพียงเป็นข้อมูลประกอบ มากกว่าตัดสินใจในทันที การไม่มี FB กับยุคสมัยนี้ พฤติกรรมอาจไม่เปลี่ยนแค่เปลี่ยนแพลตฟอร์ม หรือแอพไปก็เท่านั้น

ความคุ้นชิน หรืออะไรที่เราเคยชินแล้วมันย่อมทำให้รำคาญใจเมื่อต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง ใหม่ ๆ ผู้ใช้ผู้บริโภคหลายคนก็อาจไม่อยากปรับตัว แต่หากเกิดขึ้นจริงความเคยชินในการมี Social Network ก็เป็นตัวแปรเช่นกันให้คนหันไปใช้ตัวใหม่แทนที่ได้ไม่ยาก เพราะหลายคนเริ่มขาดมันไม่ได้..